ขั้นตอนการ”จดทะเบียนบริษัท”

รับทำบัญชีภูเก็ต รับจดบริษัทภูเก็ต จดทะเบียนบริษัทภูเก็ต สำนักงานบัญชีภูเก็ต บริการรับทำบัญชีภูเก็ต

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท

จะดําเนินการจดทะเบียนบริษัทจํากัดภายในหนึ่งวันไดอยางไร ในการจัดตั้งบริษัท ถาไดดําเนินการทุกขั้นตอนดังตอไปนี้ ภายในวันเดียวกับวันที่ผูเริ่มกอการจัดทํา หนังสือบริคณหสนธิ กรรมการจะจดทะเบียนหนังสือบริคณหสนธิและจดทะเบียนบริษัทไปพรอมกันภายใน วันเดียวก็ได

1. ผูเริ่มกอการตั้งแต 3 คนขึ้นไป รวมกันจัดทําหนังสือบริคณหสนธิ

2. จัดใหมีผูเขาชื่อซื้อหุนครบตามจํานวนหุนทั้งหมดที่บริษัทจะจดทะเบียนบริษัท

3. ประชุมจัดตั้งบริษัท (โดยไมตองออกหนังสือนัดประชุมตั้งบริษัท) เพื่อพิจารณากิจการตางๆ ตาม ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1108 โดยมีผูเริ่มกอการและผูเขาชื่อซื้อหุนทุกคนเขารวมประชุม (มอบฉันทะใหผูอื่นเขาประชุมแทนได) และผูเริ่มกอการ และผูเขาชื่อซื้อหุนทุกคน ใหความเห็นชอบในกิจการที่ ไดประชุมกันนั้น

4. ผูเริ่มกอการไดมอบกิจการทั้งปวงใหแกกรรมการบริษัท

5. กรรมการไดเรียกใหผูเขาชื่อซื้อหุน ใชเงินคาหุน โดยจะเรียกครั้งเดียวเต็มมูลคาหรือไมนอยกวารอย ละยี่สิบหาของมูลคาหุน ตามมาตรา 1110 วรรคสองก็ได และผูเขาชื่อซื้อหุนทุกคนไดชําระเงินคาหุนเสร็จ เรียบรอยแลว

ขอมูลที่ตองใชในการจดทะเบียนบริษัทจํากัด

1. ชื่อของบริษัท (ตามที่ไดจองชื่อไว) *ดูหลักเกณฑการจองชื่อนิติบุคคล*

2. ที่ตั้งสํานักงานแหงใหญ / สาขา (ตั้งอยู ณ จังหวัดใด) พรอมเลขรหัสประจําบานของที่ตั้งสํานักงาน, E-mail และหมายเลขโทรศัพทของบริษัทหรือกรรมการ

3. วัตถุที่ประสงคของบริษัทที่จะประกอบกิจการคา

4. ทุนจดทะเบียน จะตองแบงเปนหุนๆ มีมูลคาหุนเทาๆ กัน (มูลคาหุนจะตองไมต่ํากวา 5 บาท)

5. ชื่อ ที่อยู อาชีพ และจํานวนหุนที่ผูเริ่มกอการจองซื้อไว

6. ชื่อ ที่อยู อายุ สัญชาติ ของพยาน 2 คน

7. อากรแสตมป 200 บาท

8. ขอบังคับ (ถามี)

9. จํานวนทุน (คาหุน) ที่เรียกชําระแลว อยางนอยรอยละ 25 ของทุนจดทะเบียน

10. ชื่อ ที่อยู อายุของกรรมการ

11. รายชื่อหรือจํานวนกรรมการที่มีอํานาจลงชื่อแทนบริษัท (อํานาจกรรมการ)

12. ชื่อ เลขทะเบียนผูสอบบัญชีรับอนุญาตพรอมคาตอบแทน

13. ชื่อ ที่อยู สัญชาติ และจํานวนหุนของผูถือหุนแตละคน

14. ตราสําคัญ

15. ที่ตั้งสํานักงานแหงใหญ/สาขา บริษัทจะไมจดทะเบียนตราสําคัญของบริษัทก็ได หากวาอํานาจกรรมการไมไดกําหนดใหตอง ประทับตราสําคัญดวย 3

เอกสารหลักฐานที่ตองใชในการจดทะเบียนบริษัทจํากัด

1. คําขอจดทะเบียนบริษัทจํากัด (แบบ บอจ.1)

2. แบบคํารับรองการจดทะเบียนบริษัทจํากัด

3. หนังสือบริคณหสนธิ (แบบ บอจ.2) ผนึกอากรแสตมป 200 บาท

4. รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3)

5. แบบวัตถุที่ประสงค (แบบ ว.)

6. รายละเอียดกรรมการ (แบบ ก.)

7. แบบแจงผลการจองชื่อนิติบุคคลที่ยังไมครบกําหนด

8. หลักฐานใหความเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจจากหนวยงานที่เกี่ยวของ (ใชเฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม เชน ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร กิจการขอมูลเครดิต บริหารสินทรัพย กิจการคลังสินคา กิจการไซโล หรือกิจการหองเย็น)

9. บัญชีรายชื่อผูถือหุน (แบบ บอจ.5)

10. สําเนาบัญชีรายชื่อผูเขาชื่อซื้อหุนหรือผูรับมอบฉันทะในการประชุมใหความเห็นชอบในกิจการที่ ไดประชุมจัดตั้งบริษัทพรอมลายมือชื่อ

11. สําเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท

12. สําเนาขอบังคับ ผนึกอากร 200 บาท (ถามี)

13. สําเนาหลักฐานการรับชําระคาหุนที่บริษัทออกใหแกผูถือหุน

14. กรณีบริษัทจํากัดมีผูถือหุนเปนคนตางดาวถือหุนในบริษัทจํากัดไมถึงรอยละ 50 ของทุนจด ทะเบียน หรือกรณีบริษัทจํากัดไมมีคนตางดาวเปนผูถือหุน แตคนตางดาวเปนกรรมการผูมีอํานาจลงนามหรือ รวมลงนามผูกพันบริษัท ใหสงเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผูถือ หุนที่มีสัญชาติไทยแตละรายประกอบคําขอจดทะเบียน โดยเอกสารดังกลาวตองแสดงจํานวนเงินที่สอดคลอง กับจํานวนเงินที่นํามาลงหุนของผูถือหุนแตละราย

15. แบบ สสช.1 จํานวน 1 ฉบับ

16. แผนที่แสดงที่ตั้งสํานักงานแหงใหญและสถานที่สําคัญบริเวณใกลเคียงโดยสังเขป

17. สําเนาบัตรประจําตัวของผูเริ่มกอการและกรรมการทุกคน

18. สําเนาหลักฐานการเปนผูรับรองลายมือชื่อ (ถามี)

19. หนังสือมอบอํานาจ

การจดทะเบียนบริษัทใหม่ไม่ยากอย่างที่คิดหรือถ้าทานต้องการความสะดวก ประหยัดเวลาที่ท่านต้องไปนั่งรอ ท่านสามารถใช้บริการบริษัทเราได้ ซึ่งเราให้บริการท่านตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัทไปจนถึงบริการรับทำบัญชีและอื่นเพื่อให้ท่านไม่ต้องปวดหัวกับเอกสารที่มากมาย ติดต่อเรา คลิ๊ก

หน้าที่หลังจากจดทะเบียนบริษัท

การที่บริษัทมีสภาพเ ป็นนิติบุคคลตามกฎหมายทำให้มีสิทธิ หน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 รวมทั้งต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามมาตรฐานการบัญชี ดังนี้

1.ต้องมีที่ตั้งสำนักงานซึ่งถือเป็นภูมิลำเนาของบริษัทที่สามารถติดต่อได้ หากมีการย้ายที่ตั้งสำนักงานจากที่จดทะเบียนไว้ ก็ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนย้ายที่ตั้งสำนักงานต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับ บริษัท/กรรมการ ไม่เกินสองหมื่นบาท)

นอกจากนี้หากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่สามารถติดต่อบริษัทได้ จะระบุรายชื่อไว้บนเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) ว่าบริษัทไม่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ณ ที่ตั้งตามที่จดทะเบียนไว้ เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนทราบต่อไป

2.จัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ให้จัดทำตั้งแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด เพื่อบันทึกข้อมูลของผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้นและการเข้า-ออก จากการเป็นผู้ถือหุ้น รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนหุ้นและถ้าไม่ดำเนินการมีความผิดการเปลี่ยนแปลงรายการต่างๆ และต้องเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นต้องเปิดให้ผู้ถือหุ้นดูได้ในระหว่างเวลาทำการไม่น้อยกว่าวันละ 2 ชั่วโมงโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

(ถ้าไม่จัดทำ ไม่เก็บรักษา หรือไม่ให้ผู้ถือหุ้นดูสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นมีความผิด ปรับบริษัทไม่เกินสองหมื่นบาท/ปรับกรรมการไม่เกินห้าหมื่นบาท)

นอกจากนี้ยังต้องจัดทำใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนไว้เป็นหลักฐานเพื่อแสดงการเป็นเจ้าของหุ้นและจะเก็บค่าธรรมเนียมก็ได้แต่ต้องไม่เกินสิบบาท โดยรายละเอียดในใบหุ้นต้องมีชื่อบริษัท มีหมายเลขหุ้น มีมูลค่าของหุ้น
ชำระค่าหุ้นแล้วหุ้นละเท่าใด มีชื่อของผู้ถือหุ้นหรือคำว่าใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือ และให้กรรมการลงลายมือชื่อด้วยตนเองพร้อมประทับตราบริษัท

(ถ้าไม่ทำใบหุ้น หรือเรียกค่าธรรมเนียม หรือมีรายละในใบหุ้นไม่ครบถ้วน มีความผิด ปรับบริษัท ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท /ปรับกรรมการไม่เกินห้าหมื่นบาท)

3.หลังจากนั้นภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นขึ้นเป็นครั้งแรก และต่อจากนั้น ในทุกๆ รอบระยะเวลา 12 เดือนก็ต้องจัดประชุมแบบนี้อีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง การประชุมที่นอกเหนือจากนี้เรียกว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

(ถ้าไม่เรียกประชุมมีความผิด ปรับบริษัทไม่เกินสองหมื่นบาท / ปรับกรรมการไม่เกินห้าหมื่นบาท)

สำหรับวิธีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัททุกครั้ง จะต้องนัดประชุมผู้ถือหุ้นโดยวิธีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ในท้องที่ และส่งหนังสือนัดประชุมทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ ถือหุ้นทุกคนล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่นัดประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องที่จะต้องลงมติพิเศษให้กระทำการดังกล่าวข้างต้นก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยข้อความในหนังสือนัดประชุมต้องระบุสถานที่ วัน เวลา และเรื่องที่จะพิจารณากัน กับข้อความที่จะนำเสนอให้ลงมติพิเศษ ซึ่งเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการลงมติพิเศษ คือ การเพิ่มทุน การลดทุน การแก้ไขข้อบังคับ การควบบริษัท การแก้ไข หนังสือบริคณห์สนธิ การเลิกบริษัท

(ถ้าไม่ลงโฆษณา ไม่ส่งหนังสือนัดประชุม ไม่ระบุรายละเอียดในหนังสือนัดประชุมมีความผิด ปรับบริษัทไม่เกินสองหมื่นบาท / ปรับกรรมการไม่เกินห้าหมื่นบาท)

และทุกครั้งที่มีการประชุมต้องทำการจดบันทึกรายงานการประชุม มติของที่ประชุมไว้ในสมุดให้ถูกต้อง ทั้งต้องเก็บรักษาสมุดจดบันทึกรายงานการประชุมไว้ ณ สำนักงานของบริษัท

(ถ้าไม่จดบันทึกหรือไม่เก็บรักษาสมุดมีความผิด ปรับกรรมการไม่เกินห้าหมื่นบาท)

4. ต้องส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ ถือหุ้นทั้งหมดและผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นแล้วในวันประชุมสามัญ ไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท อย่างน้อยปีละครั้งแต่ไม่ให้ช้ากว่า 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญผู้ถือหุ้น

(ถ้าไม่ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นมีความผิด ปรับกรรมการไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)

5.ต้องรีบนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นทันที เมื่อบริษัทขาดทุนถึงครึ่งหนึ่งของต้นทุนเพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบ หรือเมื่อผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ร้องขอให้เรียกประชุม

(ถ้าไม่นัดประชุมมีความผิด ปรับกรรมการไม่เกินสองหมื่นบาท)

6.ต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีหนึ่งคนหรือหลายคนมาตรวจสอบงบการเงิน แล้วต้องนำงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบเสนอในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติภายในสี่เดือนนับแต่วันที่ปิดบัญชี โดยต้องส่งสำเนางบการเงินให้
ผู้ถือหุ้นดูล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน และมีสำเนางบการเงินเปิดเผยไว้ในสำนักงานของบริษัท

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับบริษัทไม่เกินสองหมื่นบาท / ปรับกรรมการไม่เกินห้าหมื่นบาท)

 

การเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียน

เมื่อบริษัทจำกัดต้องการจะเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนของบริษัท กรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะต้องได้รับมติของที่ประชุม คณะกรรมการหรือ
ผู้ถือหุ้น แต่หากเป็นรายการที่มีความสำคัญจะต้องให้ผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษ ให้เปลี่ยนแปลง ได้แก่ การเพิ่มทุน การลดทุน การแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ การควบบริษัท และการเลิกบริษัท

การเปลี่ยนแปลงบางรายการที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการยื่นจดทะเบียนไว้ ซึ่งต้องไปดำเนินการภายในกำหนด ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงทุนของบริษัท (เพิ่มทุน/ลดทุน) ต้องไปยื่นจดทะเบียนมติพิเศษให้เพิ่มทุนหรือให้ลดทุน ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ลงมติ

2.การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของบริษัท ต้องไปยื่นจดทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่ลงมติ

3.การเปลี่ยนแปลงกรรมการเข้า/ออก ต้องไปยื่นจดทะเบียน ภายใน 14 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลง

4.การควบบริษัท ต้องไปยื่นจดทะเบียนมติพิเศษให้ควบบริษัทเข้ากันภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติ และยื่นจดทะเบียนควบบริษัทภายใน 14 วันนับจากวันที่ควบเข้ากัน

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับบริษัทไม่เกินสองหมื่นบาท / ปรับกรรมการผู้จัดการไม่เกินห้าหมื่นบาท)

การเลิกและชำระบัญชี

เมื่อมีความประสงค์จะเลิกบริษัท ให้จัดประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัทและตั้งผู้ชำระบัญชี เพื่อทำหน้าที่ชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท จากนั้นผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ดำเนินการ ดังนี้

1.จัดทำคำขอไปยื่นจดทะเบียนเลิกบริษัทภายใน 14 วัน นับแต่วันที่เลิกกัน

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับผู้ชำระบัญชีไม่เกินห้าหมื่นบาท)

และต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกัน พร้อมกับส่งจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์แจ้งไปยังเจ้าหนี้ทุกคน

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับผู้ชำระบัญชีไม่เกินแปดหมื่นบาท)

2.จัดทำงบการเงินส่งให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง แล้วเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรับรองให้ผู้ ชำระบัญชีเป็นผู้ชำระบัญชีต่อไปหรือจะแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีใหม่และอนุมัติงบการเงิน

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับผู้ชำระบัญชีไม่เกินห้าพันบาท)

3.ถ้ามีการเปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชีใหม่หรือแก้ไขอำนาจผู้ชำระบัญชี หรือแก้ไขที่ตั้งสำนักงานของผู้ชำระบัญชี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงด้วย การจดทะเบียนเปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชีหรือแก้ไขอำนาจผู้ชำระบัญชี ต้องไปจดทะเบียนภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้มีการเปลี่ยนตัวหรือวันลงมติ

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับผู้ชำระบัญชีไม่เกินห้าหมื่นบาท)

4.จัดทำรายงานการชำระบัญชียื่นต่อนายทะเบียนทุก 3 เดือน เพื่อแสดงความเป็นไปของบัญชีที่ชำระอยู่ และรายงานนี้ต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ทราบด้วย

(ถ้าไม่ดำเนินการมีความผิด ปรับผู้ชำระบัญชีไม่เกินห้าหมื่นบาท)

แต่หากการชำระบัญชีต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี ผู้ชำระบัญชีต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นในเวลาทุกสิ้นปีนับแต่วันที่เริ่มทำการชำระบัญชีและทำรายงานต่อที่ประชุมว่าได้จัดการไปอย่างไร พร้อมทั้งบอกให้ทราบความเป็นไป
ของบัญชีโดยละเอียด

(ถ้าไม่เรียกประชุม ไม่ทำรายงาน หรือไม่แถลง มีความผิด ปรับผู้ชำระบัญชีไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)

5.เมื่อผู้ชำระบัญชีได้ชำระบัญชีของบริษัทเสร็จสิ้นแล้ว ต้องทำรายงานสรุปการดำเนินการชำระบัญชีตั้งแต่ต้น แล้วเรียกประชุมใหญ่เพื่อเสนอรายงานและชี้แจงกิจการต่อที่ประชุม เมื่อที่ประชุมได้อนุมัติรายงานนั้น แล้วให้จัดทำคำขอไปยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีภายใน 14 วันนับแต่วันที่ประชุมอนุมัติรายงาน ซึ่งเมื่อได้จดทะเบียนแล้วถือว่าบริษัทนั้นสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคล

(ถ้าไม่เรียกประชุม ไม่ทำรายงาน ไม่ชี้แจง หรือละเลยไม่ไปจดทะเบียนมีความผิดปรับผู้ชำระบัญชีไม่เกินห้าหมื่นบาท)

ที่มา..สิ่งที่ต้องรู้เมื่อเป็นห้างหุ้นส่วนบริษัท